ข้อมูลท่องเที่ยวญี่ปุ่น อีเมล
ข้อมูลท่องเที่ยว - ข้อมูลท่องเที่ยว

ญี่ปุ่น

japan_flage

ข้อมูลทั่วไป
ที่ตั้ง

      ตั้งอยู่ด้านฝั่งตะวันออกของทวีปเอเชีย หรือทางตอนเหนือของมหาสมุทรแปซิฟิก ประเทศญี่ปุ่นมัลักษณะเป็นเกาะ ทำให้กูมิประเทศติดกับทะเล ไม่ติดกับประเทศใดเลย การที่ประเทศญี่ปุ่นมีลักษณะเป็นเกาะ ทำให้ญี่ปุ่นเผชิญกับปัญหาแผ่นดินไหวมากกว่าทุก ๆ ประเทศในโลก ที่ทำให้ญี่ปุ่นประสบกับภาวะแผ่นดินไหวเช่นนี้เพราะ ญี่ปุ่นมีสภาพภูมิศาสตร์ตั้งอยู่บนรอยเลื่อนต่าง ๆ มากมาย
เมืองหลวง
      กรุงโตเกียว
ภาษา  

     ใช้ภาษาญี่ปุ่นในการติดติดต่อสื่อสาร ตัวอักษรในภาษาญี่ปุ่นสามารถจำแนกออกเป็นสองกลุ่ม คือ ตัวอักษรที่ใช้ง ซี่งได้แก ่ฮิระงะนะ และ คะตะคะนะ กับ ตัวอักษรที่แสดงความหมาย ที่เรียกว่า คันจิ โดยใช้ร่วมกับตัว   เลขอารบิก และตัวอักษรโรมัน ซึ่งจะมีความหลากหลายมากกว่าภาษาที่ใช้ในประเทศใกล้เคียง เช่น ภาษาจีน ซึ่งใช้ตัวอักษรจีน เป็นหลัก ส่วนภาษาญี่ปุ่น ก็จะใช้ อักษรฮันกุลเป็นหลัก

ชุดประจำชาติญี่ปุ่น

       คือชุด"กิโมโน" ซึ่งในประเทศญี่ปุ่น แบ่งสิ่งจำเป็นขั้นพื้นฐานของมนุษย์ออกได้เป็น 3 อย่างคือ "เสื้อผ้า" "อาหาร" "ที่อยู่อาศัย" การที่เสื้อผ้ามีความสำคัญเป็นอันดับแรกก็เพราะมีความเชื่อมาเป็นเวลานานว่า เสื้อผ้าเป็นองค์ประกอบสำคัญที่จะทำให้รู้จักฐานะทางสังคม อาชีพ อุปนิสัยใจคอของคน ๆ นั้นได้ จึงให้ความสำคัญกับเสื้อผ้าเป็นพิเศษ

ภูมิอากาศ

ญี่ปุ่นมี 4 ฤดูหลัก ที่มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน คือ
ฤดูใบไม้ผลิ    มีนาคม-พฤษภาคม อากาศอบอุ่น
ฤดูร้อน          มิถุนายน-สิงหาคม อากาศร้อนชื้นโดยมีช่วงฤดูฝนสั้นๆ ประมาณ 1 เดือนในช่วงต้นฤดู
ฤดูใบไม้ร่วง   กันยายน-พฤศจิกายน อากาศอบอุ่น โดยมีพายุไต้ฝุ่นมากในช่วงเดือนกันยายน
ฤดูหนาว       ธันวาคม-กุมภาพันธ์ อากาศหนาว มีหิมะตกมากทางภาคเหนือของประเทศและฝั่งทะเลญี่ปุ่น ส่วนทางใต้และฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก อากาศจะอบอุ่นกว่า

สถานที่ท่องเที่ยวในญี่ปุ่น
พระราชวังอิมพีเรียล

Imprerail_palace Imprerail_palace1

             พระราชวังแห่งนี้เป็นที่ประทับของพระจักรพรรดิและพระราชวงศ์ อาณาบริเวณหลายแห่งในพระราชวังจึงมิได้เปิดให้เข้าชม แต่บางส่วนจะเปิดให้เข้าชมได้ในช่วงวันหยุดพิเศษ ตัวปราสาทสร้างตามรูปแบบในสมัยเอโดะ ล้อมรอบด้วยคูน้ำและกำแพงหิน ทางเข้าหลักจะเป็นสะพานคู่หรือเรียกว่า นิจูบาชิ (Nijubashi) ที่สร้างได้อย่างสวยสง่างาม แต่ไม่เปิดให้บุคคลทั่วไปผ่าน ยกเว้นในช่วงปีใหม่และวันเฉลิมพระชนมพรรษาของสมเด็จพระจักรพรรดิที่จะเปิดให้พสกนิกร(บางคน)ข้ามมารับพระราชทานพรใกล้ๆที่ประทับ ทางด้านตะวันออกจะมีสวนดอกไม้ (Higashi Gyoen) ซึ่งจัดไว้อย่างสวยงามเปิดโอกาสให้ประชาชนได้เข้ามาพักผ่อนหย่อนใจได้ตลอดเวลา และเข้าไปยังเขตพระราชฐานได้ 3 ประตู จากทั้งหมด 8 ประตู คือ โอเตมง(Ote-mon), ฮิรากาวะมง(Hirakawa-mon) และคิตะฮาเนบาชิมง(Kitahanebashi-mon) ตัวพระตำหนักเป็นอาคารคอนกรีตทรงเตี้ยกว้างสร้างด้วยหินแกรนิตและบะซอลต์จากภูเขาไฟ คลุมด้วยหลังคาสีเขียว สร้างเสร็จในปี 1970 แทนพระตำหนักไม้หลังเดิมที่ถูกระเบิดในช่วงสงครามโลกในปี 1945

อาซากุสะ (Asakusa)

Asakusa Asakusa1

             สิ่งที่อยู่คู่กับย่านอาซากุสะและเป็นสัญลักษณ์ของที่นี่คือ วัดเซ็นโซจิ หรืออาซากุสะคันนง (Asakusa Kannon) น่าจะเป็นวัดพุทธที่เก่าแก่ที่สุดในภูมิภาคคันโตและมีนักท่องเที่ยวนิยมมาเยือนกันแน่นขนัดทุกปี และซื้อของที่ระลึกซึ่งมีร้านรวงตั้งเป็นแถวยาวให้เลือกจับจ่าย จึงทำให้วัดแห่งนี้รุ่งเรืองและคึกคักด้วยผู้คน ตำนานของวัดแห่งนี้เล่าต่อๆกันมาว่าได้มีชายหาปลาสองคนพี่น้องมาทอดแหในแม่น้ำ แต่กลับได้รูปปั้นพระโพธิสัตว์(Kannon)แทน หัวหน้าหมู่บ้านจึงสร้างวัดขึ้นใน ค.ศ. 628 เพื่อประดิษฐานรูปปั้นนั้น และตำนานยังมีต่ออีกว่าในช่วงเวลาใกล้เคียงกันกับที่พบรูปปั้นได้ปรากฎมังกรทองตัวหนึ่งเลื้อยลงมาจากสวรรค์ บรรดาโชกุนและซามูไรต่างก็นิยมมาสักการะที่วัดนี้ ทางทิศตะวันออกของวัดคือ แม่น้ำซูมิดะงาวะ(Sumida-gawa) ไหลลงอ่าวโตเกียวและใกล้ๆกันจะมีสวนสาธารณะซูมิดะโคเอ็น(Sumida Koen) ซึ่งเปิดโล่งสู่แม่น้ำด้วยบรรยากาศสวยงามน่าเดินเล่น โดยเฉพาะช่วงดอกซากุระบานสะพรั่ง ริมแม่น้ำแห่งนี้ยิ่งสวยงามเหนือคำบรรยายจริงๆ

ภูเขาไฟฟูจิ (Fuji-san)

Fuji2 Fuji3 
Fuji_1 fuji4

        เป็นภูเขาที่สูงที่สุดในประเทศญี่ปุ่น ตั้งอยู่บริเวณจังหวัดชิซึโอะกะ และจังหวัดยะมะนะชิ ซึ่งอยู่ทางตะวันตกของจังหวัดโตเกียว โดยในวันที่อากาศแจ่มใสสามารถมองเห็นจากโตเกียวได้ ในปัจจุบันภูเขาได้ถูกจัดโดยนักวิทยาศาสตร์อยู่ในลักษณะของภูเขาไฟที่มีโอกาสปะทุต่ำ โดยภูเขาไฟระเบิดครั้งล่าสุดในปี พ.ศ. 2250 (ค.ศ. 1707) ใน ยุคเอโดะ ภูเขาฟูจิ มีชื่อในภาษาญี่ปุ่นว่า "ฟุจิซัง" ซึ่งในหนังสือในสมัยก่อนจะถูกเข้าใจผิดเรียกว่า ฟุจิยะมะ (ฟูจิยาม่า) เนื่องจากตัวอักษรคันจิตัวที่ 3 (山) ที่สามารถอ่านได้สองแบบ ทั้ง ยะมะ และ ซัง
ประวัติ

        เชื่อว่ามีผู้ปีนเขาฟูจิ ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 1206 โดยนักบวชท่านหนึ่ง และในช่วงระหว่างนั้นจนถึงยุคเมจิ ภูเขาฟูจิได้ชื่อว่าเป็นภูเขาศักดิ์สิทธิ์ซึ่งห้ามผู้หญิงขึ้นเขา โดยในปัจจุบันภูเขาฟูจิเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญแห่งหนึ่งของประเทศญี่ปุ่น ภูเขาฟูจิได้เป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของญี่ปุ่น ซึ่งจะเห็นได้จากในงานเขียนหรือภาพวาดต่างๆ โดยเฉพาะภาพวาดของ โฮะกุไซ ที่มีให้เห็นในวรรณกรรมญี่ปุ่นและกาพย์กลอนที่สำคัญมากมาย ภูเขาฟูจิยังเป็นฐานทัพของซามูไรต่างๆมากมายจากยุคอดีต เป็นที่ฝึกฝน ซึ่งในปัจจุบัน ฐานทัพหนึ่งของกองทหารญี่ปุ่นตั้งอยู่บริเวณตีนเขา  ปัจจุบันภูเขาไฟฟูจิสูง 3775.6 ม. รอย เขิงเขา 153 กม. ยอดเขา 3 กม. เส้นผ่าศูนย์กลาง ทิศตะวันออกและ ทิศตะวันตก 39 กม. เหนือใต้ 37 กม. ปริมาตร 1174 ลบ.ม. 
วนอุทยานฮาโกเน่ (Hakone)

Owakudani Hakone

         วนอุทยานฮาโกเน่ ซึ่งถือว่าเป็นสถานที่พักผ่อนที่มีชื่อเสียงมากแห่งหนึ่งของประเทศญี่ปุ่น ณ วนอุทยานแห่งนี้จะอยู่ติดกับทะเลสาปอาชิ (Ashi Lake) นักท่องเที่ยวสามารถ ล่องเรือโจรสลัด เพื่อสัมผัสความงามของทะเลสาปอาชิและวนอุทยานฮาโกเน่ อีกทั้งยังสามารถเห็นภูเขาไฟฟูจิได้อีกด้วย 

         วนอุทยานฮาโกเน่ประกอบด้วย Mount Fuji , Fuji Five Lakes , Hakone , อิซุคาบสมุทร และ หมู่เกาะอิซุ  แทนที่จะเป็นจุดเฉพาะสวนคือชุดของกระจายแหล่งท่องเที่ยวที่จุดพื้นที่  จุดมากที่สุดทางใต้ของเกาะ Aogashima เป็นหลายร้อยกิโลเมตรจากภูเขาไฟฟูจิ  Fuji - Hakone - อิซุอุทยานแห่งชาติก่อตั้งขึ้นใน 2 กุมภาพันธ์ 1936 เป็น Fuji - Hakone อุทยานแห่งชาติและเป็นหนึ่งในสี่อุทยานแห่งชาติก่อตั้งขึ้นในประเทศญี่ปุ่น  ในปี 1950 ที่เกาะอิซุได้เข้ามาอยู่ในสวนสาธารณะและเปลี่ยนชื่อการกำหนดปัจจุบัน  เนื่องจากใกล้ชิดกับมหานครโตเกียวและความสะดวกในการขนส่งเป็นอุทยานแห่งชาติเข้าชมมากที่สุดในญี่ปุ่นทั้งหมดด้วยล้านจำนวนผู้เข้าชมต่อปีเกิน 100
 

หุบเขาโอวาคุดานิ (Owakudani)

Owakudani1 Owakudani2

            หุบเขาโอวาคุดานิ  (Owakudani) 大涌谷 แปลเป็นไทยว่าหุบเขานรก..(ฮาโกเน่) เป็นภูเขาไฟในญี่ปุ่นที่ยังคุกรุ่นอยู่ มีบ่อน้ำแร่กำมะถันที่สามารถต้มไข่ให้สุกได้ มีจุดเด่นที่ไข่ที่ต้มจะกลายเป็นสีดำ..ซึ่งจะมีขายทั้งด้านบน และด้านล่าง ราคาขาย 6 ฟอง 500 เยน ช่วงที่ไปอากาศเย็น ลมแรง ได้กินไข่ดำร้อนนนน อร่อยอย่าบอกใคร เค้าบอกว่ากิน 1 ฟองอายุจะยืนขึ้น 7 ปี..โดยความเชื่อนั้นมาจากในสมัยญี่ปุ่นโบราณ มีชายชราคนหนึ่งป่วยหนัก หมอบอกว่าไม่สามารถจะรักษาให้หายได้แล้ว จะตายในไม่ช้า ชายชราคนนี้มีลูกคนหนึ่ง ด้วยความที่เป็นลูกกตัญญู ก็พยายามหาทางช่วยพ่อให้ได้ มีคนบอกว่าที่หุบเขาโอวาคุดานิ มียาวิเศษน่าจะสามารถรักษาพ่อให้หายได้  เมื่อได้ยินดังนั้นลูกชายคนนี้ก็ดังด้นเดินทางไปยัง หุบเขาโอวาคุกานิทันที และเมื่อไปถึงก็ได้เจอกับชายชราคนหนึ่ง กำลังนั่งอยู่ที่บ่อกำมะถัน ลูกกตัญญูเลยเข้าไปทัก ด้วยความตกใจทำให้ชายชราทำของบางอย่างตกลงไปในบ่อกำมะถันนั้น (เดาว่าต้องเป็นไข่แน่ๆ) และได้ถามว่า “ที่นี่มียาวิเศษไปช่วยพ่อได้หรือไม่” ชายชราก็ชี้ไปที่บ่อกำมะถันนั่นเอง เมื่อได้ยินดังนั้น ลูกกตัญญูก็กระโดดลงไปงมของในบ่อดังกล่าว และได้ ไข่มา 1 ใบ ซึ่งเปลือกไข่เป็นสีดำ จึงคิดว่าเป็นไข่วิเศษ และได้นำกลับไปให้พ่อได้กิน หลังจากที่พ่อได้กินไข่ดำแล้ว ทำให้พ่อที่ป่วยหนักกำลังจะตาย มีอายุยืนยาวมาได้อีก 7 ปี และนั่นเองทำให้เป็นความเชื่อที่สืบต่อกัน ต่อๆ กันมา

ฮอกไกโด ทุ่งลาเวนเดอร์ ฟาร์มโทมิตะ

farm_tomita1 farm_tomita

farm_tomita2 farm_tomita3

           โทมิตะฟาร์ม สวนสวยแห่งนี้มีดอกลาเวนเดอร์ที่ปลูกโดยครอบครัวโทมิตะที่ได้มีการสืบทอดมากว่า70ปี เริ่มจากการปลูกเพื่อชมความงามเป็นภายในครอบครัว โดยได้นำต้นลาเวนเดอร์มาจากประเทศฝรั่งเศษ จากนั้นภายในเวลา3 ปี ได้นำดอกลาเวนเดอร์มาสกัดน้ำหอมจากลาเวนเดอร์ และได้ความนิยม ด้วยเวลา 33 ปี ก็สามารถขยายพื้นที่ปลูกได้ผลผลิต จนมีชื่อเสียงมาจนถึงปัจจุบัน  ทุ่งลาเวนเดอร์ที่ฟูราโน่มีอยู่มากมายนับไม่ถ้วน แต่ทุ่งลาเวนเดอร์ของลุงโทมิตะ มีประวัติศาสตร์ที่ยาวนานมาตั้งแต่ปี 1958 ลุงโทมิตะเป็นผู้บุกเบิกและก่อร่างสร้างฟาร์มลาเวนเดอร์เป็นที่แรกๆ ด้วยความพยายามอย่างไม่ย่อท้อแม้จะประสบกับมรสุมชีวิตและอุปสรรคมากมาย ประกอบกับความรักและหลงใหลในเสน่ห์ของดอกไม้สีม่วงอย่างลาเวนเดอร์ จนในที่สุดฟาร์มโทมิตะของลุงโทมิตะก็ประสบความสำเร็จ กลายมาเป็นทุ่งลาเวนเดอร์อันโด่งดังที่สุดในปัจจุบันได้  การเดินทาง ลงรถไฟเจอาร์ที่สถานี Nakafurano เดินต่ออีกประมาณ 25 นาที
คำแนะนำ ปกติแล้วฟาร์มโทมิตะจะเปิดให้เข้าชมได้เกือบทั้งปี สำหรับช่วงเวลาที่ดีที่สุดของดอกลาเวนเดอร์คือช่วงปลายเดือน มิ.ย. ถึง ก.ค. ส่วนช่วงอื่นๆ ก็จะมีดอกไม้ให้ชมแตกต่างกันไป

วัดคิโยมิซึหรือวัดน้ำใส (ญี่ปุ่น: 清水寺 Kiyomizudera )

Kiyomisu kiyomisu1

           ตั้งอยู่ทางตะวันออกของจังหวัดเกียวโตะ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งของจังหวัด ประวัติของวัดย้อนหลังไปได้ถึงปี 798 แต่อาคารต่างๆที่เห็นในปัจจุบันถูกสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2176 ชื่อของวัดซึ่งมีความหมายว่าน้ำบริสุทธิ์ มีที่มาจากน้ำตกที่ไหลผ่านเนินเขาลงมาบริเวณวัด เมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2549 วัดคิโยมิซึได้รับการเสนอชื่อเข้าร่วมพิจารณาคัดเลือกให้เป็น7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่ และอาคารหลักของวัดนี้ยังได้รับคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในสมบัติประจำชาติญี่ปุ่นอีกด้วย อาคารหลักของวัดคิโยมิซึเป็นที่รู้จักจากระเบียงขนาดใหญ่สูง 13 เมตร มีเสาไม้กว่าร้อยต้นรองรับ สร้างยื่นออกจากด้านข้างของเนินเขา จากระเบียงนี้สามารถมองเห็นทิวทัศน์ที่สวยงามของเมืองเกียวโตะได้ วลีที่กล่าวว่า "กระโดดจากระเบียงวัดคิโยมิซึ" มีความหมายพ้องกับคำกล่าวในภาษาอังกฤษที่ว่า "To take the plunge" ซึ่งหมายความว่า ตัดสินใจกะทันหัน หรือกล้าตัดสินใจ วลีนี้มีที่มาจากความเชื่อในสมัยเอะโดะที่ว่า หากผู้ใดสามารถกระโดดจากระเบียงวัดแล้วสามารถรอดชีวิตได้ ความปรารถนาของผู้นั้นจะสัมฤทธิ์ผลคำอธิบายที่น่าจะเป็นไปได้ในการรอดชีวิตจากการกระโดดระเบียงคือ ด้านล่างของระเบียงมีต้นไม้ขึ้นอยู่หนาแน่น ซึ่งอาจจะชะลอแรงจากการตกได้บ้าง ในปัจจุบันทางวัดห้ามมิให้มีการกระโดดระเบียง แต่ในสมัยเอโดะมีการบันทึกไว้ว่า มีผู้มากระโดดถึง 234 คน และรอดชีวิตได้คิดเป็นร้อยละ 85.4 ของทั้งหมด ข้างใต้อาคารหลักคือ น้ำตกโอตะวะ ซึ่งเป็นสายน้ำ 3 สายไหลลงสู่บ่อน้ำ ผู้มาเยี่ยมชมวัดมักจะมาดื่มน้ำจากน้ำตกนี้ด้วยถ้วยโลหะ ด้วยความเชื่อว่าสามารถบำบัดรักษาโรคภัยไข้เจ็บได้ และยังเชื่อกันว่าการดื่มน้ำจากสายน้ำตกทั้ง 3 นี้ มีความหมายถึงสุขภาพ อายุยืนยาว และความสำเร็จในการศึกษา ภายในบริเวณวัดเป็นที่ตั้งของศาลเจ้าอื่นๆจำนวนมาก ที่เป็นที่รู้จักดีคือ ศาลเจ้าจิชู (Jishu-jinja) ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อสักการะเทพโอะคุนินุชิโนะ มิโกะโตะ (Okuninushino Mikoto) เทพแห่งความรักและเนื้อคู่ ภายในศาลเจ้ามี"ก้อนหินแห่งความรัก" 2 ก้อน ตั้งอยู่ห่างกัน 18 เมตร เชื่อกันว่า หากสามารถหลับตาเดินจากก้อนหินก้อนหนึ่งไปยังอีกก้อนหนึ่งได้ จะสมปรารถนาในความรัก วัดคิโยมิซิเป็นสถานที่ที่มีผู้มาเยี่ยมชมมากที่สุดแห่งหนึ่งของจังหวัด จึงมีพ่อค้านำสินค้ามาขายในบริเวณวัดมากมาย สินค้าส่วนใหญ่จะเป็นเครื่องราง เครื่องหอม ธูป เทียน หรือกระดาษเสี่ยงทายโชคชะตา

โรงงานช็อกโกแลตอิชิยะ

Chocolate_factory Chocolate_factory1 

          อยู่ที่เมืองซัปโปโรโรงงานตั้งอยู่ในสวน Shiroi Koibito ภายในสวนแห่งนี้ ก็จะประกอบไปด้วยร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึก และก็โรงงานชอคโกแลตที่มีชื่อเสียง และสำหรับพวกตึกร้านขายของก็จะถูกตกแต่งและมีลักษณะคล้ายๆกับสวนสนุกดิสนีย์แลนด์ นอกจากนั้นที่สวนแห่งนี้ยังมีสนามซ็อคเกอร์อยู่ด้วย ที่โรงงานช็อกโกแลตอิชิยะแห่งนี้คุณสามารถชมอุปกรณ์การผลิตยุคแรกเริ่ม แบบจำลองของโรงงานและขั้นตอนการผลิต พร้อมทั้งชิมและเลือกซื้อช็อกโกแลตหรือไอศครีมแบบต่างๆ ซึ่งผลิตจากนมสดของเกาะฮอกไกโด และที่นี่คุณยังสามารถชมการผลิตคุกกี้สอดใส้ช็อคโกแลต ซึ่งถือว่าเป็นของฝากที่มีชื่อเสียงที่สุดของฮอกไกโดด้วย และนอกจากนั้นยังสามารถลองทำคุกกี้ในแบบฉบับของคุณเองได้อีกด้วย

ปราสาทนะโงะยะ (名古屋城, Nagoya-jō?, Nagoya Castle)

Nagoya Nagoya1

            ตั้งอยู่ในเมืองนะโงะยะ จังหวัดไอจิ ประเทศญี่ปุ่น แรกเริ่มนั้น อิมะงะวะ อุจิชิกะ สร้างปราสาทขึ้นในเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2068 (ค.ศ. 1525) จนกระทั่งปี พ.ศ. 2075 (ค.ศ. 1532) โอดะ โนบุฮิเดะ ได้แย่งชิงปราสาทจากอิมางาวะ อุจิโทโยะ แต่ภายหลังก็ปล่อยทิ้งปราสาทไว้ ในปี พ.ศ. 2153 (ค.ศ. 1610) โทคุงาวะ อิเอยาสุ ได้สั่งให้สร้างอาคารปราสาทขึ้นใหม่ในบริเวณเดิม การก่อสร้างเสร็จสิ้นในปี 1612  บนยอดปราสาทมีรูปสลักปลาหัวเสือทองคำหนึ่งคู่ เรียกว่า คิงชะจิ เป็นเครื่องรางสำหรับป้องกันอัคคีภัย และยังกล่าวกันว่าเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจขุนนางศักดินา รูปสลัก คิงชะจิ คู่นี้เคยถูกนำลงไปจัดแสดงในนิทรรศการ เวิร์ดเอกซ์โป 2548 ระหว่างวันที่ 19 มีนาคม ถึงวันที่ 19 มิถุนายน ปี พ.ศ. 2548 และนำกลับไปไว้บนยอดปราสาทในวันที่ 9 กรกฎาคมในปีเดียวกัน ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ปราสาทนาโกยาถูกเพลิงไหม้จากการทิ้งระเบิดของกองทัพอากาศสหรัฐเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2488 สิ่งของและเครื่องตกแต่งต่างๆในปราสาทเสียหายเป็นส่วนใหญ่ แต่มีภาพเขียนจำนวนมากรอดจากการถูกทำลายได้ การสร้างปราสาทขึ้นใหม่เสร็จสิ้นในปี พ.ศ. 2502 ปราสาทที่เห็นในทุกวันนี้เป็นอาคารคอนกรีตสมัยใหม่ที่ติดตั้งเครื่องปรับอากาศและลิฟต์ไว้

ดิสนีย์แลนด์ โตเกียว (Disneyland Tokyo)

Tokyo_Disney Tokyo_Disney1
Tokyo_Disney2 Tokyo_Disney3 

           ดิสนีย์แลนด์ (Disneyland) คืนความฝันที่ วอลท์ ดิสนีย์ (Walt Disney)ทำให้เป็นความจริงได้แล้ว หลังจากที่มันเป็นสิ่งที่ฝังอยู่ในหัวใจของเขามา ในดิสนีย์แลนด์ ได้แบ่งออกเป็นอาณาจักรต่างๆ เริ่มจาก เมน สตรีท (Main Street) อันเป็นถนนแห่งอดีตในช่วง ค.ศ. 1910-1980 ของสหรัฐอเมริกา ต่อจากนั้นก็เป็น แอ๊ดเวนเจอร์แลนด์ (Advanture Land) ดินแดนแห่งป่าดงดิบ เอเชีย แอฟริกา ที่ต้องนั่งเรือเลาะไปตามลำน้ำเรื่อยไปจนถึงชีวิตลูกทุ่งตะวันตกของอเมริกา แฟนตาซีแลนด์ (Fantasy Land) เด็กๆ จะมีความสุขกับตัวการ์ตูนต่างๆ ในบรรยากาศแห่งเทพนิยาย สู่ปราสาทของเจ้าหญิงนิทรา จากดินแดนแห่งความฝัน ทะลุเขาแมตเตอร์ฮอร์จำลอง ผ่านไปสู่ ทูมอร์โรว์แลนด์ (Tomorrow Land) อาณาจักรแห่งอนาคต ซึ่งที่นี่เด็กๆจะสามารถขึ้นจรวดออกไปสู่นอกโลกและมีจินตนาการไกลออกไปจาก ปัจจุบันชื่อเสียงของดิสนีย์แลนด์ ขจรขจายไปทั่วโลก กลายเป็นอาณาจักรแห่งความสุขที่ตั้งอยู่ในทวีปอเมริกาเหนือซึ่งคนหรือเด็ก ทั้งโลกใฝ่ฝันถึง เป็นสัญลักษณ์แห่งความสุขเป็นอมตะ ตัวการ์ตูนเหล่านี้ล้วนเป็นที่รู้จักของทั้งเด็กเล็กเด็กโตและอาจรวมไปถึงผู้ใหญ่และวัยชราด้วยเช่นกัน เพราะความน่ารักของเหล่าตัวการ์ตูนและเรื่องราวอันสนุกสนานตื่นเต้นล้วนโดนใจไปกับทุกเพศทุกวัย

 

Thaimodern

รับข่าวสาร









mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterวันนี้510
mod_vvisit_counterเมื่อวาน482
mod_vvisit_counterสัปดาห์นี้992
mod_vvisit_counterสัปดาห์ก่อน4500
mod_vvisit_counterเดือนนี้13773
mod_vvisit_counterเดือนที่ผ่านมา19980
mod_vvisit_counterทั้งหมด256411

We have: 7 guests, 1 bots online
Your IP: 38.107.179.207
 , 
Today: พ.ค. 21, 2012

สนับสนุนโดย


รองรับการชำระเงินผ่านหลายช่องทาง


เว็บ ไทยโมเดิร์น ทราเวล   
การแสดงผลหน้าจอที่ดีที่สุด

ความละเอียด 1280 x 1024 pixels

ทดสอบบนบราวเซอร์

Google Chrome ตั้งแต่เวอร์ชั่น 5 ขึ้นไป
Firefox ตั้งแต่เวอร์ชั่น 3 ขึ้นไป
IE ตั้งแต่ เวอร์ชั่น 7 ขึ้นไป


การแสดงผลบนโทรศัพท์มือถือ